Skip to main content

Civil and Commercial Code

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะก รรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำ นคณะกรรมกำรกฤษฎี กำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรร มกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนค ณะกรรมกำรกฤษฎีก ำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมก ำรกฤษฎีกำ

ส ำนั กงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะ กรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำร กฤษฎีกำ

ส ำนักง ำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

พระรำชกฤษฎีกำ
ให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์
บรรพ ๑ และ ๒ ที่ได้ตรวจช ำระใหม่ ๑

มีพระบรมรำชโองกำร ในพระบำทสมเด็จพระรำมำธิบดีศรีสินทรมหำวชิรำวุธ
พระมงกุฎ เกล้ำเจ้ำอยู่หัว ให้ประกำศจงทรำบทั่วกันว่ำ

จ ำเดิมแต่ได้ออกประกำศประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิ ชย์ บรรพ ๑ และ ๒
แต่วันที่ ๑๑ พฤศจิกำยน พระพุทธศักรำช ๒๔๖๖ เปนต้นมำ ได้มีควำมเห็นแนะน ำมำกหลำย เพื่อยัง
ประมวลกฎหมำยนี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

และเมื่อได้พิจำรณำโดยถ่องแท้แล้ว เห็นเปนกำรสมควรให้ตรวจช ำระบทบัญญัติ
ในบรร พ ๑ และ ๒ แห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ที่กล่ ำวมำข้ำงต้นนั้นใหม่

จึ่งทรงพระกรุณำโปรดเกล้ำฯ สั่งว่ำ บทบัญญัติเดิมในบรรพ ๑ และ ๒ แห่งประมวล
กฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ที่ได้ประกำศไว้แต่ ณ วันที่ ๑๑ พฤศจิกำยน พระพุทธศักรำช ๒๔๖๖ นั้น
ให้ยกเลิกเสียสิ้น และใช้บทบัญญัติที่ได้ตรวจช ำระใหม่ต่อท้ำยพระรำชกฤษฎีกำนี้แทน สืบไป

ประกำศมำ ณ วันที่ ๑๑ พฤศจิกำยน พระพุทธศักรำช ๒๔๖๘ เปนปีที่ ๑๖ ใน
รัชกำ ลปัตยุบันนี้
๑ รำชกิจจำนุเบกษำ เล่ม ๔๒/ -/หน้ำ ๑/๑๑ พฤศจิกำยน ๒๔๖๘

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ – ๒ –
ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนั กงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรม กำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักง ำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำ รกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำน คณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรก ฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณ ะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษ ฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

พระรำชบัญญัติ
ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๑
แห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ที่ได้ตรวจช ำระใหม่
พ.ศ. ๒๕๓๕

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๑ มีนำคม พ.ศ. ๒๕๓๕
เป็นปีที่ ๔๗ ในรัชกำลปัจจุบัน

พระบำทสมเด็จพระปรมินทรมหำภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมรำชโองกำรโปรดเกล้ำฯ
ให้ประกำศว่ำ

โดยที่เป็นกำรสมควรปรับปรุงบทบัญญัติบรรพ ๑ แห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและ
พำณิชย์ และบทบัญญัติลักษณะ ๒๓ สมำคม ของบรรพ ๓ แห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์

จึงทรงพระกรุ ณำโปรดเกล้ำฯ ให้ตรำพระรำชบัญญัติขึ้นไว้โดยค ำแนะน ำและยินยอม
ของสภำนิติบัญญัติแห่งชำติ ท ำหน้ำที่รัฐสภำ ดังต่อไปนี้

มำตรำ ๑ พระรำชบัญญัตินี้เรียกว่ำ “พระรำชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๑ แห่ง
ประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ที่ได้ตรวจช ำระใหม่ พ.ศ. ๒๕๓๕ ”

มำตรำ ๒๒ พระรำชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นก ำหนดหกสิบวันนับแต่วันถัดจำก
วันประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำเป็นต้นไป

มำตรำ ๓ ให้แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์บรรพ ๑ และบรรพ ๓
ดังต่อไปนี้
(๑) ให้ยกเลิกบทบัญญัติบรรพ ๑ แห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ ซึ่งได้ใช้
บังคั บโดยพระรำชกฤษฎีกำให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์บรรพ ๑ และ
บรรพ ๒ ที่ได้ตรวจช ำระใหม่ พ.ศ. ๒๔๖๘
(๒) ให้ยกเลิกลักษณะ ๒๓ สมำคม ของบรรพ ๓ แห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและ
พำณิชย์ ซึ่งได้ใช้บังคับโดยพระรำชกฤษฎีกำให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์
บรรพ ๓ ที่ได้ตรวจช ำระใหม่ พ.ศ. ๒๔๗๑
(๓) ให้ใช้บทบัญญัติท้ำยพระรำชบัญญัตินี้เป็นบรรพ ๑ แห่งประมวลกฎหมำยแพ่ง
และพำณิชย์ที่ได้ตรวจช ำระใหม่

๒ รำชกิจจำนุเบกษำ เล่ม ๑๐๙/ ตอนที่ ๔๒/ หน้ำ ๑/๘ เมษำยน ๒๕๓๕

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ – ๓ –
ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนั กงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรม กำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักง ำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำ รกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำน คณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรก ฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณ ะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษ ฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

มำตรำ ๔ เอกสำรที่มีกำรใช้ตรำประทับแทนกำรลงลำยมือชื่อตำมมำตรำ ๙ วรรคสอง
แห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ ก่อนกำรแก้ไขเพิ่มเ ติมโดยพระรำชบัญญัตินี้ ซึ่งได้กระท ำขึ้น
ก่อนวันที่พระรำชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้มีผลสมบูรณ์เสมือนกับลงลำยมือชื่อต่อไป

มำตรำ ๕ บทบัญญัติบรรพ ๑ แห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ ที่ได้ตรวจ
ช ำระใหม่ท้ำยพระรำชบัญญัตินี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงควำมสมบูรณ์ของกำรให้กู้ยื มเงินที่ผู้เสมือน
ไร้ควำมสำมำรถ ได้กระท ำขึ้นก่อนวันที่พระรำชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มำตรำ ๖ ผู้จัดกำรทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ที่ศำลได้ตั้งขึ้นก่อนวันที่พระรำชบัญญัตินี้ใช้
บังคับ หำกยังมิได้จัดท ำบัญชีทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่หรือจัดท ำยังไม่แล้วเสร็จ ให้จัดท ำให้แล้วเ สร็จ
ภำยในสำมเดือนนับแต่วันที่พระรำชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้น ำมำตรำ ๕๒ และมำตรำ ๕๓ แห่ง
ประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ที่ได้ตรวจช ำระใหม่ท้ำยพระรำชบัญญัตินี้มำใช้บังคับ

มำตรำ ๗ ให้องค์กรหรือหน่วยงำนที่กฎหมำยบัญญัติให้เป็นทบวงกำรเมืองตำม
ควำมหมำยของมำตรำ ๗๒ แห่ งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ ซึ่งถูกยกเลิกโดยมำตรำ ๓ (๑)
แห่งพระรำชบัญญัตินี้ คงมีฐำนะเป็นนิติบุคคลต่อไป

มำตรำ ๘ ให้บรรดำสมำคมที่ได้จดทะเบียนตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์
ก่อนวันที่พระรำชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นสมำคมตำมบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิช ย์
ที่ได้ตรวจช ำระใหม่ท้ำยพระรำชบัญญัตินี้
ส มำค มใด ที่ ได้ จ ด ท ะเบี ย น ต ำมป ระม วล กฎ ห ม ำย แ พ่ งแ ล ะพ ำณิ ช ย์ ก่ อน วัน ที่
พระรำชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มิได้ใช้ชื่อซึ่งมีค ำว่ำ “สมำคม ” ประกอบกับชื่อของสมำคมให้ยื่นค ำขอแก้ไข
ข้อบังคับของสมำคมให้ถูกต้องตำมมำตรำ ๘๐ แห่งประมวลกฎหมำยแพ่ง และพำณิชย์ที่ได้ตรวจช ำระ
ใหม่ท้ำยพระรำชบัญญัตินี้ ภำยในสองปีนับแต่วันที่พระรำชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มำต รำ ๙ ส มำค มต ำม มำต รำ ๘ ว รรคห นึ่ ง ส ม ำคม ใด มี วิธี จั ด ก ำรโด ย ไม่ มี
คณะกรรมกำรเป็นผู้ด ำเนินกิจกำรของสมำคมตำมมำตรำ ๗๙ (๖) แห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและ
พำณิชย์ที่ได้ตรวจช ำ ระใหม่ท้ำยพระรำชบัญญัตินี้ ถ้ำสมำคมนั้นไม่ด ำเนินกำรยื่นค ำขอแก้ไขข้อบังคับ
ของสมำคมและจัดให้มีคณะกรรมกำรเป็นผู้ด ำเนินกิจกำรของสมำคมภำยในสองปีนับแต่วันที่
พระรำชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้นำยทะเบียนถอนชื่อสมำคมนั้นออกจำกทะเบียน

มำตรำ ๑๐ สมำคมตำมมำตรำ ๘ วรรคหนึ่ง สมำคมใด มีสมำชิกไม่ถึงสิบคน หำก
สมำคมนั้นไม่ได้จัดให้มีจ ำนวนสมำชิกตำมมำตรำ ๘๑ แห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ที่ได้
ตรวจช ำระใหม่ท้ำยพระรำชบัญญัตินี้ ภำยในสองปีนับแต่วันที่พระรำชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้นำย
ทะเบียนถอนชื่อสมำคมนั้นออกจำกทะเบียนตำมมำตรำ ๑๐๒ (๕) แห่ งประมวลกฎหมำยแพ่งและ
พำณิชย์ที่ได้ตรวจช ำระใหม่ท้ำยพระรำชบัญญัตินี้

มำตรำ ๑๑ ให้บรรดำมูลนิธิที่ได้จดทะเบียนตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ – ๔ –
ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนั กงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรม กำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักง ำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำ รกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำน คณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรก ฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณ ะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษ ฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ก่อนวันที่พระรำชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นมูลนิธิตำมบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์
ที่ได้ตรวจช ำระใหม่ท้ำยพระรำชบั ญญัตินี้ และให้ถือว่ำตรำสำรก่อตั้งมูลนิธิดังกล่ำวเป็นข้อบังคับของ
มูลนิธิตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ที่ได้ตรวจช ำระใหม่ท้ำยพระรำชบัญญัตินี้
มู ล นิ ธิ ใด ที่ ได้ จ ด ท ะ เบี ย น ต ำ ม ป ร ะ ม ว ล ก ฎ ห ม ำ ย แ พ่ งแ ล ะ พ ำ ณิ ช ย์ ก่ อ น วั น ที่
พระรำชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มิได้ใช้ชื่อซึ่งมีค ำว่ำ “มูลนิธิ ” ประกอบกับชื่อของมูลนิธิ ให้ยื่นค ำขอแก้ไข
ข้อบังคับของมูลนิธิให้ถูกต้องตำมมำตรำ ๑๑๓ แห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ที่ได้ตรวจช ำระ
ใหม่ท้ำยพระรำชบัญญัตินี้ ภำยในสองปีนับแต่วันที่พระรำชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มำตรำ ๑๒ บรรดำมูลนิธิที่มีอยู่ก่อนวันที่พระรำชบั ญญัตินี้ใช้บังคับและมิได้เป็น
นิติบุคคล ถ้ำประสงค์จะจัดตั้งเป็นนิติบุคคลและใช้ค ำว่ำ “มูลนิธิ ” ประกอบชื่อของตนต่อไป ต้องยื่น
ค ำขอ จดทะเบียนตำมมำตรำ ๑๑๔ แห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ที่ได้ตรวจช ำระใหม่ท้ำย
พระรำชบัญญัตินี้ ภำยในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระร ำชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มำตรำ ๑๓ มูลนิธิตำมมำตรำ ๑๑ วรรคหนึ่ง มูลนิธิใด มีข้อบังคับที่ก ำหนดให้มี
ผู้จัดกำรของมูลนิธิไม่ถึงสำมคนในวันที่พระรำชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้ำมูลนิธินั้นไม่ด ำเนินกำรยื่นค ำขอ
แก้ไขข้อบังคับของมูลนิธิเพื่อให้มีคณะกรรมกำรซึ่งประกอบด้วยบุคค ลไม่น้อยกว่ำสำมคนเป็นผู้ด ำเนิน
กิจกำรของมูลนิธิภำยในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระรำชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้นำยทะเบียน
ด ำเนิ นกำรตำมมำตรำ ๑๒๘ แห่งประมวลกฎ หมำยแพ่ งและพำณิ ชย์ที่ได้ตรวจช ำระใหม่ท้ำย
พระรำชบัญญัตินี้เพื่อสั่งกำรให้แก้ไขข้อบังคับของมูลนิธิให้ถูกต้ องตำมกฎหมำยต่อไป ถ้ำปรำกฏว่ำ
มูลนิธิใดไม่สำมำรถด ำเนินกิจกำรต่อไปได้ ก็ให้นำยทะเบียนร้องขอต่อศำลให้มีค ำสั่งให้เลิกมูลนิธิตำม
มำตรำ ๑๓๑ แห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ที่ได้ตรวจช ำระใหม่ท้ำยพระรำชบัญญัตินี้

มำตรำ ๑๔ บรรดำระยะเวลำที่บัญญัติไว้ในบรรพ ๑ แห่งประม วลกฎหมำยแพ่ง
และพำณิชย์และที่บัญญัติไว้ในลักษณะ ๒๓ สมำคม ของบรรพ ๓ แห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและ
พำณิชย์ ซึ่งใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระรำชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หำกระยะเวลำดังกล่ำวยังไม่สิ้นสุดลงใน
วันที่พระรำชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และระยะเวลำที่ก ำหนดขึ้นตำมบทบัญญัติแห่ งประมวลกฎหมำยแพ่ง
และพำณิชย์ที่ได้ตรวจช ำระใหม่ท้ำยพระรำชบัญญัตินี้ แตกต่ำงกับระยะเวลำที่ก ำหนดไว้เดิม ให้น ำ
ระยะเวลำที่ยำวกว่ำมำใช้บังคับ

มำตรำ ๑๕ ให้แก้เลขมำตรำตำมที่มีอยู่ในมำตรำต่ำง ๆ แห่งประมวลกฎหมำยแพ่ง
และพำณิชย์เป็นเลขมำตรำตำมบรรพ ๑ แห่งประมวลกฎหมำยแพ่ งและพำณิชย์ที่ได้ตรวจช ำระใหม่
ท้ำยพระรำชบัญญัตินี้ ดังต่อไปนี้
(๑) “มำตรำ ๙ วรรคสองและวรรคสำม ” ในมำตรำ ๑๖๖๖ ให้แก้เป็น “มำตรำ ๙
วรรคสอง ”
(๒) “มำตรำ ๒๙ ” ในมำตรำ ๑๔๖๔ และมำตรำ ๑๕๑๙ ให้แก้เป็น “มำตรำ ๒๘ ”
(๓) “มำตรำ ๓๔ ” ในมำตรำ ๑๖๑๐ และมำตรำ ๑๖๑๑ ให้แก้เป็น “มำตรำ ๓๒ ”
(๔) “มำตรำ ๖๐ มำตรำ ๖๑ มำตรำ ๖๓ ” ในมำตรำ ๑๕๗๗ ให้แก้เป็น “มำตรำ
๕๖ มำตรำ ๕๗ มำตรำ ๖๐ ”

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ – ๕ –
ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนั กงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรม กำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักง ำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำ รกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำน คณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรก ฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณ ะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษ ฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

(๕) “มำตรำ ๖๕ ” ในมำตรำ ๑๖๐๒ ให้แก้เป็น “มำตรำ ๖๒ ”
(๖) “มำตรำ ๖๖ ” ในมำตรำ ๑๖๐๒ ให้แก้เป็น “มำตรำ ๖๓ ”
(๗) “มำตรำ ๘๑ ” ในมำตรำ ๑๖๗๖ ให้แก้เป็น “มำตรำ ๑๑๐ ”
(๘) “มำตรำ ๘๕ ” ในมำตรำ ๑๖๗๗ ให้แก้เป็น “มำตรำ ๑๑๔ ”
(๙) “มำตรำ ๑๓๐ วรรคสอง ” ในมำตรำ ๓๖๐ ให้แก้เป็น “มำตรำ ๑๖๙ วรรคสอง ”
(๑๐) “มำตรำ ๑๘๙ ” ในมำตรำ ๒๔๘ และมำตรำ ๑๗๕๔ ให้แก้เป็น “มำตรำ
๑๙๓/๒๗ ”

มำตรำ ๑๖ บทบัญญัติแห่งกฎหมำยอื่นที่อ้ำงถึงบทบัญญัติในบรรพ ๑ หรือลักษณะ
๒๓ ในบ รรพ ๓ แห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ ให้ถือว่ำบทบัญญัติแห่งกฎหมำยนั้นอ้ำงถึง
บทบัญญัติที่มีนัยเช่นเดียวกันในบรรพ ๑ แห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ที่ได้ตรวจช ำระใหม่
ท้ำยพระรำชบัญญัตินี้

มำตรำ ๑๗ บรรดำกฎกระทรวงที่ออกตำมควำมในมำตรำ ๙๗ และมำตรำ ๑๒๙๗
แห่งประมวล กฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ซึ่งใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระรำชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคง
ใช้ได้ต่อไปเท่ำที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ที่ได้ตรวจช ำระใหม่
ท้ำยพระรำชบัญญัตินี้

มำตรำ ๑๘ ให้นำยกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงมหำดไทยรักษ ำกำร
ตำมพระรำชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระบรมรำชโองกำร
อำนันท์ ปันยำรชุน
นำยกรัฐมนตรี

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ – ๖ –
ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนั กงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรม กำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักง ำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำ รกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำน คณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรก ฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณ ะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษ ฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์

ข้อควำมเบื้องต้น

มำตรำ ๑ กฎหมำยนี้ให้เรียกว่ำ ประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์

มำตรำ ๒ ให้ใช้ประมวลกฎหมำยนี้ตั้งแต่วันที่ ๑ เดือนมกรำคม พระพุ ทธศักรำช
๒๔๖๘ เป็นต้นไป

มำตรำ ๓ ตั้งแต่วันที่ใช้ประมวลกฎหมำยนี้สืบไป ให้ยกเลิกบรรดำกฎหมำย กฎ
และข้อบังคับอื่น ๆ ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในประมวลกฎหมำยนี้ หรือซึ่งแย้งกับบทแห่งประมวล
กฎหมำยนี้

บรรพ ๑
หลักทั่วไป

ลักษณะ ๑
บทเบ็ดเสร็จทั่วไป

มำตรำ ๔ กฎหมำยนั้น ต้องใช้ในบรรดำกรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ แห่ง
กฎหมำยตำมตัวอักษร หรือตำมควำมมุ่งหมำยของบทบัญญัตินั้น ๆ
เมื่อไม่มีบทกฎหมำยที่จะยกมำปรับคดีได้ ให้วินิจฉัยคดีนั้นตำมจำรีตประเพณีแห่ง
ท้องถิ่น ถ้ำไม่มีจำรีตประเพณีเช่นว่ำนั้น ให้วินิจฉัยคดีอำศัยเทียบ บทกฎหมำยที่ใกล้เคียงอย่ำงยิ่ง และ
ถ้ำบทกฎหมำยเช่นนั้นก็ไม่มีด้วย ให้วินิจฉัยตำมหลักกฎหมำยทั่วไป

มำตรำ ๕ ในกำรใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในกำรช ำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระท ำโดย
สุจริต

มำตรำ ๖ ให้สันนิษฐำนไว้ก่อนว่ำ บุคคลทุกคนกระท ำกำรโดยสุจริต

มำตรำ ๗ ถ้ำจะต้อง เสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้ก ำหนดอัตรำดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรม
หรือโดยบทกฎหมำยอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตรำร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี

มำตรำ ๘ ค ำว่ำ “เหตุสุดวิสัย ” หมำยควำมว่ำ เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผล
พิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อำจป้องกันได้แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบห รือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้นจะได้

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ – ๗ –
ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนั กงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรม กำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักง ำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำ รกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำน คณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรก ฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณ ะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษ ฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

จัดกำรระมัดระวังตำมสมควรอันพึงคำดหมำยได้จำกบุคคลในฐำนะและภำวะเช่นนั้น

มำตรำ ๙ เมื่อมีกิจกำรอันใดซึ่งกฎหมำยบังคับให้ท ำเป็นหนังสือ บุคคลผู้จะต้องท ำ
หนังสือไม่จ ำเป็นต้องเขียนเอง แต่หนังสือนั้นต้องลงลำยมือชื่อของบุคคลนั้น
ลำยพิม พ์นิ้วมือ แกงได ตรำประทับ หรือเครื่องหมำยอื่นท ำนองเช่นว่ำนั้นที่ท ำลงใน
เอกสำรแทนกำรลงลำยมือชื่อ หำกมีพยำนลงลำยมือชื่อรับรองไว้ด้วยสองคนแล้วให้ถือเสมอกับลง
ลำยมือชื่อ
ควำมในวรรคสองไม่ใช้บังคับแก่กำรลงลำยพิมพ์นิ้วมือ แกงได ตรำประทับ หรือ
เครื่องหมำยอื่นท ำนองเช่ นว่ำนั้น ซึ่งท ำลงในเอกสำรที่ท ำต่อหน้ำพนักงำนเจ้ำหน้ำที่

มำตรำ ๑๐ เมื่อควำมข้อใดข้อหนึ่งในเอกสำรอำจตีควำมได้สองนัย นัยไหนจะท ำให้
เป็นผลบังคับได้ ให้ถือเอำตำมนัยนั้นดีกว่ำที่จะถือเอำนัยที่ไร้ผล

มำตรำ ๑๑ ในกรณีที่มีข้อสงสัย ให้ตีควำมไปในทำงที่เป็นคุณแก่คู่ กรณีฝ่ำยซึ่งจะ
เป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น

มำตรำ ๑๒ ในกรณีที่จ ำนวนเงินหรือปริมำณในเอกสำรแสดงไว้ทั้งตัวอักษรและ
ตัวเลข ถ้ำตัวอักษรกับตัวเลขไม่ตรงกัน และมิอำจหยั่งทรำบเจตนำอันแท้จริงได้ ให้ถือเอำจ ำนวนเงิน
หรือปริมำณที่เป็นตัวอักษรเป็นประมำณ

มำตรำ ๑๓ ถ้ำจ ำน วนเงินหรือปริมำณในเอกสำรแสดงไว้เป็นตัวอักษรหลำยแห่ง
หรือเป็นตัวเลขหลำยแห่ง แต่ที่แสดงไว้หลำยแห่งนั้นไม่ตรงกัน และมิอำจหยั่งทรำบเจตนำอันแท้จริง
ได้ ให้ถือเอำจ ำนวนเงินหรือปริมำณน้อยที่สุดเป็นประมำณ

มำตรำ ๑๔ ในกรณีที่เอกสำรท ำขึ้นไว้หลำยภำษำ ไม่ว่ำจะเป็นฉบับเดี ยวกันหรือ
หลำยฉบับก็ตำมโดยมีภำษำไทยด้วย ถ้ำข้อควำมในหลำยภำษำนั้นแตกต่ำงกัน และมิอำจหยั่งทรำบ
เจตนำของคู่กรณีได้ว่ำจะใช้ภำษำใดบังคับ ให้ถือตำมภำษำไทย

ลักษณะ ๒
บุคคล

หมวด ๑
บุคคลธรรมดำ

ส่วนที่ ๑
สภำพบุคคล

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ – ๘ –
ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนั กงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรม กำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักง ำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำ รกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำน คณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรก ฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณ ะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษ ฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

มำตรำ ๑๕ สภำพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแ ล้วอยู่รอดเป็นทำรกและสิ้นสุดลง
เมื่อตำย
ทำรกในครรภ์มำรดำก็สำมำรถมีสิทธิต่ำง ๆ ได้ หำกว่ำภำยหลังคลอดแล้วอยู่รอด
เป็นทำรก

มำตรำ ๑๖ กำรนับอำยุของบุคคล ให้เริ่มนับแต่วันเกิด ในกรณีที่รู้ว่ำเกิดในเดือนใด
แต่ไม่รู้วันเกิด ให้นับวันที่หนึ่งแห่งเดือนนั้นเป็นวันเกิด แต่ถ้ำพ้นวิสัยที่จะหยั่งรู้เดือนและวันเกิดของ
บุคคลใด ให้นับอำยุบุคคลนั้นตั้งแต่วันต้นปีปฏิทิน ซึ่งเป็นปีที่บุคคลนั้นเกิด

มำตรำ ๑๗ ในกรณีบุคคลหลำยคนตำยในเหตุภยันตรำยร่วมกัน ถ้ำเป็นกำรพ้นวิสัย
ที่จะก ำหนดได้ว่ำคนไหนตำยก่อนหลัง ให้ถือว่ำตำยพร้อมกัน

มำตรำ ๑๘ สิทธิของบุคคลในกำรที่จะใช้นำมอันชอบที่จะใช้ได้นั้นถ้ำมีบุคคลอื่น
โต้แย้งก็ดี หรือบุคคลผู้เป็นเจ้ำของนำมนั้นต้องเสื่อมเสียประโยชน์เพรำะกำรที่มีผู้อื่นมำใช้นำมเดียวกัน
โดยมิได้รับอ ำนำจให้ใช้ได้ก็ดี บุคคลผู้เป็นเจ้ำของนำมจะเรียกให้บุคคลนั้นระงับควำมเสียหำยก็ไ ด้ ถ้ำ
และเป็นที่พึงวิตกว่ำจะต้องเสียหำยอยู่สืบไป จะร้องขอต่อศำลให้สั่งห้ำมก็ได้

ส่วนที่ ๒
ควำมสำมำรถ

มำตรำ ๑๙ บุคคลย่อมพ้นจำกภำวะผู้เยำว์และบรรลุนิติภำวะเมื่อมีอำยุยี่สิบปี
บริบูรณ์

มำตรำ ๒๐ ผู้เยำว์ย่อมบรรลุนิติภำวะเมื่อท ำกำรสมรส หำกกำรสมรสนั้นได้ท ำ ตำม
บทบัญญัติมำตรำ ๑๔๔๘

มำตรำ ๒๑ ผู้เยำว์จะท ำนิติกรรมใด ๆ ต้องได้รับควำมยินยอมของผู้แทนโดยชอบ
ธรรมก่อน กำรใด ๆ ที่ผู้เยำว์ได้ท ำลงปรำศจำกควำมยินยอมเช่นว่ำนั้นเป็นโมฆียะ เว้นแต่จะบัญญัติไว้
เป็นอย่ำงอื่น

มำตรำ ๒๒ ผู้เยำว์อำจท ำกำรใด ๆ ได้ทั้งสิ้น หำกเป็นเพี ยงเพื่อจะได้ไปซึ่งสิทธิอันใด
อันหนึ่ง หรือเป็นกำรเพื่อให้หลุดพ้นจำกหน้ำที่อันใดอันหนึ่ง

มำตรำ ๒๓ ผู้เยำว์อำจท ำกำรใด ๆ ได้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นกำรต้องท ำเองเฉพำะตัว

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ – ๙ –
ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนั กงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรม กำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักง ำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำ รกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำน คณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรก ฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณ ะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษ ฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

มำตรำ ๒๔ ผู้เยำว์อำจท ำกำรใด ๆ ได้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นกำรสมแก่ฐำนำนุรูปแห่งตน
และเป็นกำรอันจ ำเป็นใน กำรด ำรงชีพตำมสมควร

มำตรำ ๒๕ ผู้เยำว์อำจท ำพินัยกรรมได้เมื่ออำยุสิบห้ำปีบริบูรณ์

มำตรำ ๒๖ ถ้ำผู้แทนโดยชอบธรรมอนุญำตให้ผู้เยำว์จ ำหน่ำยทรัพย์สินเพื่อกำรอัน
ใดอันหนึ่งอันได้ระบุไว้ ผู้เยำว์จะจ ำหน่ำยทรัพย์สินนั้นเป็นประกำรใดภำยในขอบของกำรที่ระบุไว้นั้นก็
ท ำได้ ตำมใจสมัคร อนึ่ง ถ้ำได้รับอนุญำตให้จ ำหน่ำยทรัพย์สินโดยมิได้ระบุว่ำเพื่อกำรอันใด ผู้เยำว์ก็
จ ำหน่ำยได้ตำมใจสมัคร

มำตรำ ๒๗ ผู้แทนโดยชอบธรรมอำจให้ควำมยินยอมแก่ผู้เยำว์ในกำรประกอบธุรกิจ
ทำงกำรค้ำหรือธุรกิจอื่น หรือในกำรท ำสัญญำเป็นลูกจ้ำงในสัญญำจ้ำงแรงงำนได้ ใน กรณีที่ผู้แทนโดย
ชอบธรรมไม่ให้ควำมยินยอมโดยไม่มีเหตุอันสมควร ผู้เยำว์อำจร้องขอต่อศำลให้สั่งอนุญำตได้
ในควำมเกี่ยวพันกับกำรประกอบธุรกิจหรือกำรจ้ำงแรงงำนตำมวรรคหนึ่งให้ผู้เยำว์มี
ฐำนะเสมือนดังบุคคลซึ่งบรรลุนิติภำวะแล้ว
ถ้ำกำรประกอบธุรกิจหรือกำรท ำงำนที่ได้รับคว ำมยินยอมหรือที่ได้รับอนุญำตตำม
วรรคหนึ่ง ก่อให้เกิดควำมเสียหำยถึงขนำดหรือเสื่อมเสียแก่ผู้เยำว์ ผู้แทนโดยชอบธรรมอำจบอกเลิก
ควำมยินยอมที่ได้ให้แก่ผู้เยำว์เสียได้ หรือในกรณีที่ศำลอนุญำต ผู้แทนโดยชอบธรรมอำจร้องขอต่อ
ศำลให้เพิกถอนกำรอนุญำตที่ได้ให้แก่ผู้เยำว์นั้นเ สียได้
ในกรณีที่ผู้แทนโดยชอบธรรมบอกเลิกควำมยินยอมโดยไม่มีเหตุอันสมควร ผู้เยำว์
อำจร้องขอต่อศำลให้เพิกถอนกำรบอกเลิกควำมยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมได้
กำรบอกเลิกควำมยินยอมโดยผู้แทนโดยชอบธรรมหรือกำรเพิกถอนกำรอนุญำตโดย
ศำล ย่อมท ำให้ฐำนะเสมือนดังบุคคลซึ่งบรรลุนิติภ ำวะแล้วของผู้เยำว์สิ้นสุดลง แต่ไม่กระทบกระเทือน
กำรใด ๆ ที่ผู้เยำว์ได้กระท ำไปแล้วก่อนมีกำรบอกเลิกควำมยินยอมหรือเพิกถอนกำรอนุญำต

มำตรำ ๒๘ บุคคลวิกลจริตผู้ใด ถ้ำคู่สมรสก็ดี ผู้บุพกำรีกล่ำวคือ บิดำ มำรดำ ปู่ย่ำ
ตำยำย ทวดก็ดี ผู้สืบสันดำนกล่ำวคือ ลูก หลำน เหล น ลื่อก็ดี ผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์ก็ดี ผู้ซึ่งปกครอง
ดูแลบุคคลนั้นอยู่ก็ดี หรือพนักงำนอัยกำรก็ดี ร้องขอต่อศำลให้สั่งให้บุคคลวิกลจริตผู้นั้นเป็นคนไร้
ควำมสำมำรถ ศำลจะสั่งให้บุคคลวิกลจริตผู้นั้นเป็นคนไร้ควำมสำมำรถก็ได้
บุคคลซึ่งศำลได้สั่งให้เป็นคนไร้ควำมสำมำรถ ตำมวรรคหนึ่ง ต้องจัดให้อยู่ในควำม
อนุบำล กำรแต่งตั้งผู้อนุบำล อ ำนำจหน้ำที่ของผู้อนุบำล และกำรสิ้นสุดของควำมเป็นผู้อนุบำล ให้
เป็นไปตำมบทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมำยนี้
ค ำสั่งของศำลตำมมำตรำนี้ ให้ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ

มำตรำ ๒๙ กำรใด ๆ อันบุคคลซึ่งศำลสั่ งให้เป็นคนไร้ควำมสำมำรถได้กระท ำลง
กำรนั้นเป็นโมฆียะ

มำตรำ ๓๐ กำรใด ๆ อันบุคคลวิกลจริตซึ่งศำลยังมิได้สั่งให้เป็นคนไร้ควำมสำมำรถ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ – ๑๐ –
ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนั กงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรม กำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักง ำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำ รกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำน คณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรก ฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณ ะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษ ฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ได้กระท ำลง กำรนั้นจะเป็นโมฆียะต่อเมื่อได้กระท ำในขณะที่บุคคลนั้นจริตวิกลอยู่ และคู่กรณีอีกฝ่ำย
หนึ่งได้รู้แล้วด้วยว่ำผู้กระท ำเป็นค นวิกลจริต

มำตรำ ๓๑ ถ้ำเหตุที่ท ำให้เป็นคนไร้ควำมสำมำรถได้สิ้นสุดไปแล้ว และเมื่อบุคคล
ผู้นั้นเอง หรือบุคคลใด ๆ ดังกล่ำวมำในมำตรำ ๒๘ ร้องขอต่อศำลก็ให้ศำลสั่งเพิกถอนค ำสั่งที่ให้เป็นคน
ไร้ควำมสำมำรถนั้น
ค ำสั่งของศำลตำมมำตรำนี้ ให้ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ

มำตรำ ๓๒ บุคคลใดมีกำยพิกำรหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือประพฤติ
สุรุ่ยสุร่ำยเสเพลเป็นอำจิณ หรือติดสุรำยำเมำ หรือมีเหตุอื่นใดท ำนองเดียวกันนั้น จนไม่สำมำรถจะ
จัดท ำกำรงำนโดยตนเองได้ หรือจัดกิจกำรไปในทำงที่อำจจะเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเองหรือ
ครอบครัว เมื่อบุคคล ตำมที่ระบุไว้ในมำตรำ ๒๘ ร้องขอต่อศำล ศำลจะสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนเสมือน
ไร้ควำมสำมำรถก็ได้
บุคคลซึ่งศำลได้สั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ควำมสำมำรถตำมวรรคหนึ่ง ต้องจัดให้อยู่ใน
ควำมพิทักษ์ กำรแต่งตั้งผู้พิทักษ์ ให้เป็นไปตำมบทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมำยนี้
ให้น ำบทบั ญญัติว่ำด้วยกำรสิ้นสุดของควำมเป็นผู้ปกครองในบรรพ ๕ แห่งประมวล
กฎหมำยนี้ มำใช้บังคับแก่กำรสิ้นสุดของกำรเป็นผู้พิทักษ์โดยอนุโลม
ค ำสั่งของศำลตำมมำตรำนี้ ให้ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ

มำตรำ ๓๓ ในคดีที่มีกำรร้องขอให้ศำลสั่งให้บุคคลใดเป็นคนไร้ควำมสำมำรถเพรำะ
วิกลจริ ต ถ้ำทำงพิจำรณำได้ควำมว่ำบุคคลนั้นไม่วิกลจริต แต่มีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ เมื่อศำล
เห็นสมควรหรือเมื่อมีค ำขอของคู่ควำมหรือของบุคคลตำมที่ระบุไว้ในมำตรำ ๒๘ ศำลอำจสั่งให้บุคคลนั้น
เป็นคนเสมือนไร้ควำมสำมำรถก็ได้ หรือในคดีที่มีกำรร้องขอให้ศำลสั่งให้บุคคลใดเป็นคน เสมือนไร้
ควำมสำมำรถเพรำะมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ถ้ำทำงพิจำรณำได้ควำมว่ำบุคคลนั้นวิกลจริต เมื่อมี
ค ำขอของคู่ควำมห รือของบุคคลตำมที่ระบุ ไว้ในมำตรำ ๒๘ ศำลอำจสั่งให้ บุคคลนั้น เป็นคนไร้
ควำมสำมำรถก็ได้

มำตรำ ๓๔ คนเสมือนไร้ควำมสำมำรถนั้น ต้องได้รับควำมยินยอมของผู้ พิทักษ์ก่อน
แล้วจึงจะท ำกำรอย่ำงหนึ่งอย่ำงใดดังต่อไปนี้ได้
(๑) น ำทรัพย์สินไปลงทุน
(๒) รับคืนทรัพย์สินที่ไปลงทุน ต้นเงินหรือทุนอย่ำงอื่น
(๓) กู้ยืมหรือให้กู้ยืมเงิน ยืมหรือให้ยืมสังหำริมทรัพย์อันมีค่ำ
(๔) รับประกันโดยประกำรใด ๆ อันมีผลให้ตนต้องถูกบังคับช ำระ หนี้
(๕ ) เช่ ำห รือให้ เช่ ำสั งห ำริม ทรัพ ย์ มีก ำห น ด ระย ะเวล ำเกิน กว่ำห กเดื อน ห รือ
อสังหำริมทรัพย์มีก ำหนดระยะเวลำเกินกว่ำสำมปี
(๖) ให้โดยเสน่หำ เว้นแต่กำรให้ที่พอควรแก่ฐำนำนุรูป เพื่อกำรกุศล กำรสังคม หรือ
ตำมหน้ำที่ธรรมจรรยำ
(๗) รับกำรให้โดยเสน่หำที่มีเงื่อนไขหรือค่ำ ภำระติดพัน หรือไม่รับกำรให้โดยเสน่หำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ – ๑๑ –
ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนั กงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรม กำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักง ำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำ รกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำน คณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรก ฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณ ะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษ ฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

(๘) ท ำกำรอย่ำงหนึ่งอย่ำงใดเพื่อจะได้มำหรือปล่อยไปซึ่งสิทธิในอสังหำริมทรัพย์
หรือในสังหำริมทรัพย์อันมีค่ำ
(๙) ก่อสร้ำงหรือดัดแปลงโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้ำงอย่ำงอื่น หรือซ่อมแซมอย่ำงใหญ่
(๑๐) เสนอคดีต่อศำลหรือด ำเนินกระบวนพิ จำรณำใด ๆ เว้นแต่กำรร้องขอตำม
มำตรำ ๓๕ หรือกำรร้องขอถอนผู้พิทักษ์
(๑๑) ประนีประนอมยอมควำมหรือมอบข้อพิพำทให้อนุญำโตตุลำกำรวินิจฉัย
ถ้ำมีกรณีอื่นใดนอกจำกที่กล่ำวในวรรคหนึ่ง ซึ่งคนเสมือนไร้ควำมสำมำรถอำจ
จัดกำรไปในทำงเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเองหรือครอบครัว ใน กำรสั่งให้บุคคลใดเป็นคนเสมือนไร้
ควำมสำมำรถ หรือเมื่อผู้พิทักษ์ร้องขอในภำยหลัง ศำลมีอ ำนำจสั่งให้คนเสมือนไร้ควำมสำมำรถนั้น
ต้องได้รับควำมยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนจึงจะท ำกำรนั้นได้
ในกรณีที่คนเสมือนไร้ควำมสำมำรถไม่สำมำรถจะท ำกำรอย่ำงหนึ่งอย่ำงใดที่กล่ำวมำ
ในวรรคหนึ่ งหรือวรรคสองได้ด้วยตนเอง เพรำะเหตุมีกำยพิกำรหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศำล
จะสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอ ำนำจกระท ำกำรนั้นแทนคนเสมือนไร้ควำมสำมำรถก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้น ำ
บทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้อนุบำลมำใช้บังคับแก่ผู้พิทักษ์โดยอนุโลม
ค ำสั่งของศำลตำมมำตร ำนี้ ให้ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ
กำรใดกระท ำลงโดยฝ่ำฝืนบทบัญญัติมำตรำนี้ กำรนั้นเป็นโมฆียะ

มำตรำ ๓๕ ในกรณีที่ผู้พิทักษ์ไม่ยินยอมให้คนเสมือนไร้ควำมสำมำรถกระท ำกำร
อย่ำงหนึ่งอย่ำงใดตำมมำตรำ ๓๔ โดยปรำศจำกเหตุผลอันสมควร เมื่อคนเสมือนไร้ควำมสำมำรถร้อง
ขอ ศำลจะมีค ำ สั่งอนุญำตให้กระท ำกำรนั้นโดยไม่ต้องรับควำมยินยอมจำกผู้พิทักษ์ก็ได้ ถ้ำกำรนั้นจะ
เป็นคุณประโยชน์แก่คนเสมือนไร้ควำมสำมำรถ

มำตรำ ๓๖ ถ้ำเหตุที่ศำลได้สั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ควำมสำมำรถได้สิ้นสุดไปแล้ว ให้
น ำบทบัญญัติมำตรำ ๓๑ มำใช้บังคับโดยอนุโลม

ส่วนที่ ๓
ภูมิล ำ เนำ

มำตรำ ๓๗ ภูมิล ำเนำของบุคคลธรรมดำ ได้แก่ถิ่นอันบุคคลนั้นมีสถำนที่อยู่เป็น
แหล่งส ำคัญ

มำตรำ ๓๘ ถ้ำบุคคลธรรมดำมีถิ่นที่อยู่หลำยแห่งซึ่งอยู่สับเปลี่ยนกันไปหรือมีหลัก
แหล่งที่ท ำกำรงำนเป็นปกติหลำยแห่ง ให้ถือเอำแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิล ำเนำของบุคคลนั้น

มำตรำ ๓๙ ถ้ำภูมิล ำเนำไม่ปรำกฏ ให้ถือว่ำถิ่นที่อยู่เป็นภูมิล ำเนำ

มำตรำ ๔๐ บุคคลธรรมดำซึ่งเป็นผู้ไม่มีที่อยู่ปกติเป็นหลักแหล่ง หรือเป็นผู้ครองชีพ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ – ๑๒ –
ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนั กงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรม กำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักง ำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำ รกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำน คณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรก ฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณ ะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษ ฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ในกำรเดินทำงไปมำปรำศจำกหลักแหล่งที่ท ำกำรงำน พบตัวในถิ่นไหนให้ถือว่ำถิ่นนั้นเป็นภูมิล ำเนำ
ของบุคคลนั้น

มำตรำ ๔๑ ภูมิล ำเนำย่อมเปลี่ยนไปด้วยกำรย้ำยถิ่นที่อยู่ พร้อมด้วยเจตนำปรำกฏ
ชัดแจ้งว่ำจะเปลี่ยนภูมิล ำเนำ

มำตรำ ๔๒ ถ้ำบุคคลใดได้เลือกเอำถิ่นใด โดยมีเจตนำปรำกฏชัดแจ้งว่ำจะให้เป็น
ภูมิล ำเนำเฉพำะกำรเพื่อท ำกำรใด ให้ถือว่ำถิ่นนั้นเป็นภูมิล ำเนำเฉพำะกำรส ำหรับกำรนั้น

มำตรำ ๔๓ ภูมิล ำเนำของสำมีและภริยำ ได้แก่ถิ่นที่อยู่ที่สำมีและภริยำอยู่กิน
ด้วยกันฉันสำมีภริยำ เว้นแต่สำมีหรือภริยำได้แสดงเจตนำให้ปรำกฏว่ำมีภูมิล ำเนำแยกต่ำงหำกจำกกัน

มำตรำ ๔๔ ภูมิล ำเนำของผู้เยำว์ ได้แก่ภูมิล ำเนำของผู้แทนโดยชอบธรรมซึ่งเป็น
ผู้ใช้อ ำนำจปกครองหรือผู้ ปกครอง
ในกรณีที่ผู้เยำว์อยู่ใต้อ ำนำจปกครองของบิดำมำรดำ ถ้ำบิดำและมำรดำมีภูมิล ำเนำ
แยกต่ำงหำกจำกกัน ภูมิล ำเนำของผู้เยำว์ได้แก่ภูมิล ำเนำของบิดำหรือมำรดำซึ่งตนอยู่ด้วย

มำตรำ ๔๕ ภูมิล ำเนำของคนไร้ควำมสำมำรถ ได้แก่ภูมิล ำเนำของผู้อนุบำล

มำตรำ ๔๖ ภูมิล ำเนำของข้ ำรำชกำร ได้แก่ถิ่นอันเป็นที่ท ำกำรตำมต ำแหน่งหน้ำที่
หำกมิใช่เป็นต ำแหน่งหน้ำที่ชั่วครำวชั่วระยะเวลำหรือเป็นเพียงแต่งตั้งไปเฉพำะกำรครั้งเดียวครำวเดียว

มำตรำ ๔๗ ภูมิล ำเนำของผู้ที่ถูกจ ำคุกตำมค ำพิพำกษำถึงที่สุดของศำลหรือตำม
ค ำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมำย ได้แก่เรือนจ ำ หรือทัณฑสถำนที่ถูกจ ำคุกอยู่ จนกว่ำจะได้รับกำรปล่อยตัว

ส่วนที่ ๔
สำบสูญ

มำตรำ ๔๘ ถ้ำบุคคลใดไปเสียจำกภูมิล ำเนำหรือถิ่นที่อยู่โดยมิได้ตั้งตัวแทนผู้รับ
มอบอ ำนำจทั่วไปไว้ และไม่มีใครรู้แน่ว่ำบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงำน
อัยกำรร้องขอ ศำลจะสั่งให้ท ำกำรอย่ำงหนึ่งอย่ำงใดไปพลำงก่อนตำมที่จ ำเป็นเพื่อจัดกำรทรัพย์สิน
ของบุคคลผู้ไม่อยู่นั้นก็ได้
เมื่อเวลำได้ล่วงเลยไปหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ไม่อยู่นั้นไปเสียจำกภูมิล ำเนำหรือถิ่นที่อยู่
และไม่มีผู้ใดได้รับข่ำวเกี่ยวกับบุคคลนั้นประกำรใดเลยก็ ดี หรือหนึ่งปีนับแต่วันมีผู้ได้พบเห็นหรือได้
ทรำบข่ำวมำเป็นครั้งหลังสุดก็ดี เมื่อบุคคลตำมวรรคหนึ่งร้องขอ ศำลจะตั้งผู้จัดกำรทรัพย์สินของผู้ไม่
อยู่ขึ้นก็ได้

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ – ๑๓ –
ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนั กงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรม กำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักง ำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำ รกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำน คณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรก ฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณ ะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษ ฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

มำตรำ ๔๙ ในกรณีที่ผู้ไม่อยู่ได้ตั้งตัวแทนผู้รับมอบอ ำนำจทั่วไปไว้ และสัญญำ
ตัวแทนระงับสิ้นไป หรือปรำก ฏว่ำตัวแทนผู้รับมอบอ ำนำจทั่วไปได้จัดกำรทรัพย์สินนั้นในลักษณะที่
อำจเสียหำยแก่บุคคลดังกล่ำว ให้น ำมำตรำ ๔๘ มำใช้บังคับโดยอนุโลม

มำตรำ ๕๐ เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงำนอัยกำรร้องขอ ศำลจะสั่งให้ตัวแทนผู้รับ
มอบอ ำนำจทั่วไปจัดท ำบัญชีทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ขึ้นต ำมที่ศำลจะมีค ำสั่งก็ได้

มำตรำ ๕๑ ภำยใต้บังคับมำตรำ ๘๐๒ ถ้ำตัวแทนผู้รับมอบอ ำนำจทั่วไปเห็นเป็น
กำรจ ำเป็นจะต้องท ำกำรอันใดอันหนึ่งเกินขอบอ ำนำจที่ได้รับไว้ ต้องขออนุญำตต่อศำล และเมื่อศำล
สั่งอนุญำตแล้วจึงจะกระท ำกำรนั้นได้

มำตรำ ๕๒ ผู้จัดกำรทรัพย์สินที่ศำลได้ตั้ งขึ้น ต้องท ำบัญชีทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ให้
เสร็จภำยในสำมเดือนนับแต่วันทรำบค ำสั่งตั้งของศำล แต่ผู้จัดกำรทรัพย์สินจะร้องขอต่อศำลให้ขยำย
เวลำก็ได้

มำตรำ ๕๓ บัญชีทรัพย์สินตำมมำตรำ ๕๐ และมำตรำ ๕๒ ต้องมีพยำนลงลำยมือ
ชื่อรับรองควำมถูกต้องอย่ำงน้อยสองคน พยำนสองคน นั้นต้องเป็นคู่สมรสหรือญำติของผู้ไม่อยู่ซึ่ง
บรรลุนิติภำวะแล้ว แต่ถ้ำไม่มีคู่สมรสหรือหำญำติไม่ได้ หรือคู่สมรสและญำติไม่ยอมเป็นพยำน จะให้
ผู้อื่นซึ่งบรรลุนิติภำวะแล้วเป็นพยำนก็ได้

มำตรำ ๕๔ ผู้จัดกำรทรัพย์สินมีอ ำนำจหน้ำที่อย่ำงเดียวกับตัวแทนผู้รับมอบอ ำนำจ
ทั่วไปตำมมำตรำ ๘๐๑ และมำตรำ ๘๐๒ ถ้ำผู้จัดกำรทรัพย์สินเห็นเป็นกำรจ ำเป็นจะต้องท ำกำรอันใด
อันหนึ่งเกินขอบอ ำนำจ ต้องขออนุญำตต่อศำล และเมื่อศำลสั่งอนุญำตแล้วจึงจะกระท ำกำรนั้นได้

มำตรำ ๕๕ ถ้ำผู้ไม่อยู่ได้ตั้งตัวแทนผู้รับมอบอ ำนำจเฉพำะกำรอันใดไว้ ผู้จัดกำร
ทรัพย์สินจ ะเข้ำไปเกี่ยวข้องกับกำรอันเป็นอ ำนำจเฉพำะกำรนั้นไม่ได้ แต่ถ้ำปรำกฏว่ำกำรที่ตัวแทน
จัดท ำอยู่นั้นอำจจะเสียหำยแก่ผู้ไม่อยู่ ผู้จัดกำรทรัพย์สินจะร้องขอให้ศำลถอดถอนตัวแทนนั้นเสียก็ได้

มำตรำ ๕๖ เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงำนอัยกำรร้องขอ หรือเมื่อศำลเห็นสมควร
ศำ ลอำจสั่งอย่ำงหนึ่งอย่ำงใดดังต่อไปนี้
(๑) ให้ผู้จัดกำรทรัพย์สินหำประกันอันสมควรในกำรจัดกำรทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่
ตลอดจนกำรมอบคืนทรัพย์สินนั้น
(๒) ให้ผู้จัดกำรทรัพย์สินแถลงถึงควำมเป็นอยู่แห่งทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่
(๓) ถอดถอนผู้จัดกำรทรัพย์สิน และตั้งผู้อื่นให้ เป็นผู้จัดกำรทรัพย์สินแทนต่อไป

มำตรำ ๕๗ ในค ำสั่งตั้งผู้จัดกำรทรัพย์สิน ศำลจะก ำหนดบ ำเหน็จให้แก่ผู้จัดกำร
ทรัพย์สินโดยจ่ำยจำกทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่นั้นก็ได้ ถ้ำศำลมิได้ก ำหนด ผู้จัดกำรทรัพย์สินจะร้องขอต่อ
ศำลให้ก ำหนดบ ำเหน็จในภำยหลังก็ได้

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ – ๑๔ –
ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนั กงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรม กำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักง ำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำ รกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ

ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรม?

-->